HOME หลวงปู่แอ๊ว สุธมฺมปาโล

นครวัด - นครธม
๒๓-๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕



กราบขอบพระคุณ อาจารย์บุษกร เมธางกูร
ประธานมูลนิธิ อภิธรรมมูลนิธิ
ที่ได้กรุณาให้ผมร่วมเดินทางไปด้วย


บทความนี้ โดย น้องกิ๊ฟ คัดมาจาก ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ของ มูลนิธิ อภิธรรมมูลนิธิ

กัมพูชา

วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ เวลา ๐๔.๐๐ น. นครวัด ฮอลิเดย์ทัวร์ ได้นำคณะของพวกเราอันประกอบไปด้วย หนึ่งสมณะ คือหลวงปู่แอ๊ว สุธมฺมปาโล และฆราวาสสามสิบสี่ชีวิต ซึ่งมีอาจารย์บุษกรเป็นหัวหน้าทีม เดินทางสู่นครวัด-นครธม ประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย ด้วยพาหนะที่ทันสมัย มุ่งสู่ชายแดนฝั่งตะวันออกด้านอรัญประเทศ

ทันทีที่รถโค้ชปรับอากาศเคลื่อนตัวออกจากมูลนิธิ ไก๊ด์ประจำคณะก็ขึ้นมาทำหน้าที่ตามปกติคือการแนะนำตัว ชี้แจงเกี่ยวกับเส้นทางและจุดหมายในแต่ละช่วงเวลา เมื่ออธิบายให้เข้าใจพอสังเขปแล้ว ไก๊ด์ก็อนุญาตให้พวกเรานั่งหลับได้ เพราะขณะนั้นยังเป็นช่วงเวลาของรัตติกาลไม่เหมาะแก่การชื่นชมทิวทัศน์สองข้างทาง และที่สำคัญหลายคนในคณะของเรา(อาจารย์บุษกรและทีมงานด้านเวปไซด์) ยังไม่ได้พักผ่อนกันเลยเพราะคร่ำเคร่งกับการเตรียมข้อมูลและแผนงานในระหว่างที่เดินทางไปประเทศกัมพูชาในครั้งนี้

เวลา ๐๖.๐๐ น. ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังทะยานขึ้นสู่ขอบฟ้าแถบอรัญประเทศ หลวงปู่แอ๊วได้นำคณะของเราต้อนรับอรุณเบิกฟ้าด้วยกุศลธรรม คือการสวดมนต์ทำวัตรเช้าและแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ..หลังจากนั้น ก็ให้โอวาทตามควรแก่สมัยว่า ...เราควรจะสร้างความสดชื่นให้แก่ชีวิตของตนในทุกๆเช้าด้วยการ Open Eyes และ Open Mind ทำลายความมืดมนด้วยการมองความสว่างไสว และการเคลื่อนไปของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งการพิจารณาสิ่งต่างๆในแง่ดี ซึ่งเป็นการส่งเสริมจิตให้มีคุณภาพและมีพลังในแต่ละวัน


หลวงปู่แอ๊ว สุธมฺมปาโล


เมื่อจบโอวาทจากหลวงปู่แอ๊วแล้ว อาจารย์บุษกรได้กล่าวให้ทุกคนทราบว่า การที่กราบนิมนต์หลวงปู่แอ๊วมาร่วมคณะในครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการแสดงมุทิตาสักการะแก่หลวงปู่ในโอกาสที่ท่านสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย ก่อนที่ท่านจะเริ่มงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่นั้นก็ขอถือโอกาสนี้นำท่านไปสัมผัสวิถีชีวิตของชาวพุทธอีกด้านหนึ่งในประเทศกัมพูชา เพื่อนำข้อมูลและประสบการณ์กลับมาส่งเสริมงานพระพุทธศาสนาต่อไป

คณะของเราเดินทางถึงด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. เปลี่ยนยานพาหนะคันใหม่สัญชาติกัมพูชา เพื่อเดินทางเข้าสู่เมืองศรีโสภณอย่างถูกต้อง ..เส้นทางสายใหม่นี้มีมุมมองหลายประการให้เรานึกคิด เพราะขณะที่รถเริ่มวิ่งออกจากตัวเมืองไปตามเส้นทางนั้น ทุกคนสัมผัสได้ถึงความร้อนของเปลวแดดที่อยู่ภายนอกรถยนต์ และสัมผัสถึงความแห้งแล้งของแผ่นดินได้ด้วยสายตา หลายคนสงสัยในวิถีชีวิตความเป็นไปของผู้คนเหล่านี้ว่า อยู่กันได้อย่างไร น่าสงสารจริง ขี้ฝุ่นเต็มไปหมด ถนนไม่ดีเลย ฯ... แต่เสียงเปรียบเปรยเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะอาจารย์บุษกรกล่าวขึ้นว่า ถ้าวันนี้เราไม่ได้อยู่บนรถคันนี้ เราก็คงไม่มีโอกาสได้ทราบว่า แผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งๆที่ประเทศนี้ก็อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกับประเทศไทยแต่ทำไม่จึงแห้งแล้งมากมายขนาดนี้ ..การเปรียบเทียบของแต่ละคนนั้นควรจะอยู่บนหลักที่ว่า ทางโลกให้มองทางต่ำ ทางธรรมให้มองทางสูง ..เราจะเห็นว่า เราไม่ได้ลำบากมากมายเลยเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่นี่ หรือขอทานที่นั่งเรียงรายอยู่ที่ด่าน แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า ชีวิตที่ยังคงอยู่จนมาถึงวันนี้ก็ไม่ใช่ชีวิตที่ดี เพราะชีวิตของคนดีคือพระอรหันต์นั้นต่างสิ้นสูญไปจากโลกนี้หมดแล้ว ..การเดินทางในครั้งนี้จึงขอให้มองอย่างได้กำไร ว่าเราโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ได้อาศัยผืนแผ่นดินไทย ที่ยังไม่ร้อนระอุด้วยสภาพอากาศและไฟสงครามเช่นแผ่นดินนี้


อาจารย์บุษกร เมธางกูร
ประธานมูลนิธิ อภิธรรมมูลนิธิ


บรรยากาศการเดินทางวันแรกบนแผ่นดินกัมพูชาในวันนี้ นอกจากจะอบอุ่นไปด้วยมิตรภาพระหว่างผู้คนแล้ว ความร้อนจากเปลวแดดที่กำลังแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างได้ทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในรถยนต์ค่อยๆลดลงตามลำดับ

จนทำให้รู้สึกว่ากำลังเข้าสู่เขตภูมิอากาศอบอุ่น และร้อนชื้น(ไปด้วยเหงื่อ)ตามลำดับ ละอองฝุ่นสีแดงที่ฟุ้งจากพื้นถนน ได้พากันแทรกเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในห้องโดยสารทีละน้อย

หลายคนต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาคาดปิดปากปิดจมูกแทนหน้ากาก บางคนก็ตัดช่องน้อย"นั่งหลับ"เพื่อหลบหนีสิ่งไม่พึงปรารถนาเหล่านี้

ไก๊ด์คนไทย(คุณถาวร)และไก๊ด์คนกัมพูชา(คุณสุวรรณศักดิ์)บอกกับพวกเราว่า เส้นทางสายปอยเปต-ศรีโสภณนี้ เป็นเส้นทางที่ราดยางหมดแล้ว ... ตอนแรกพวกเราก็ไม่อยากจะเชื่อว่าถนนสายนี้ราดยางหมดแล้วจริงๆ






บรรยากาศระหว่างการเดินทาง จากด่านปอยเปต ไป เสียมราฐ

แต่เมื่อรถของเราเริ่มวิ่งออกจากปอยเปตได้สองสามนาที เราก็ค้นพบว่าคำพูดของไก๊ด์ทั้งสองสัญชาติเป็นความจริง เพราะเส้นทางสายนี้เคยเป็นถนนที่ราดยางอย่างดีโดยฝีมือทหารช่างไทย แต่เมื่อใช้ไปนานๆโดยไม่มีการซ่อมบำรุง ยางที่ราดไว้ก็หมดไปตามกาลเวลา เมื่อมาถึงวันนี้จึงพูดได้ว่าถนนสายนี้"ราดยางหมดแล้ว" ไม่มียางมะตอยหลงเหลืออยู่บนพื้นถนนเลย


แวะพักระหว่างทาง ที่ บันเตียเมียนเจย บ้านเราเรียก ศรีโสภณ อยู่ห่างจากชายแดน 50 กิโลเมตร
ถ่ายรูปร่วมกับสารถี และ ไกด์ ชาวเขมร


กว่าจะผ่านเมืองศรีโสภณไปได้นั้น เราใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงนั่งหัวสั่นหัวคลอนไปบนรถยนต์ที่ไก๊ด์บอกว่าดีที่สุดเท่าที่หาได้ในเสียมเรียบ ..เราใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงทานอาหารกลางวันกันที่ห้องอาหารโตนเลสาป จากนั้นเราก็เดินทางไปสู่ศาลหลักเมืองอันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกในวันนี้


ถึงแล้วครับ เสียมราฐ (เขมรเรียกเสียมเรียบ Siemreap) ห่างจากชายแดน 150 กิโลเมตร
เราทานอาหาร กันที่ร้าน Tonle Sap
เขมรมีทะเลสาบ ชื่อว่าโตนเลสาป (Tonle Sap Lake =>ในแผนที่ฝรั่งเขียนอย่างนี้) ซึ่งทะเลสาบนี้ อยู่ห่างจากเสียมราฐไปไม่ไกลเท่าไหร่นัก
ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย เป็นบ่อเกิดของปลาหลายร้อยชนิด ที่เลี้ยงเขมรทั้งประเทศเชียวล่ะ
แต่ว่าร้านอาหารโตนเลสาป นี้อยู่ในเมือง เสียมราฐ ไม่ได้อยู่ที่ โตนเลสาปแต่อย่างใด เขาเอาชื่อทะเลสาบมาตั้งเป็นชื่อร้านอาหารเฉยๆ คล้ายๆ ร้านลาบเป็ดอุบล แต่อยู่กรุงเทพ ยังงัย ยังงั้น แล (เกี่ยวกันไหมนี่)

คำว่าโตนเล แปลว่า แม่น้ำ คำว่า สาป แปลว่า จืด ดังนั้นโตนเลสาป(Tonle Sap) จึงแปลว่า แม่น้ำจืด
ก็ยัง งง งง อยู่ว่า มีแม่น้ำเค็มด้วยหรือ เรียกแม่น้ำ (Tonle) อย่างเดียวก็น่าจะได้ แม่น้ำสายเล็กๆ ก็เรียกโตนเลสาปเหมือนกัน(นัยว่าจะบอกให้รู้ว่ามันจืดน่ะ รอบครอบจริ๊งๆ)
อีกอย่าง เขมร จะเรียกทะเล(น้ำเค็ม)ว่า สมุทร แต่ยังสงสัยอยู่ว่า จะเรียกทะเลสาบน้ำเค็มว่าอย่างไร อาจเรียกว่า โตนเลสมุทร(ไม่มีคำว่าสาป เพราะสาปแปลว่าจืด) ก็ได้ ไม่น่าลืมถามเล้ย


บรรยากาศ ภายในเมืองเสียมราฐ รถวิ่งขวาครับ

< กลับไปหน้าแรก หน้าต่อไปครับ >

[หน้า ๑]

บทความนี้ โดย น้องกิ๊ฟ คัดมาจาก ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ของ มูลนิธิ อภิธรรมมูลนิธิ

HOME หลวงปู่แอ๊ว สุธมฺมปาโล
 

 
 
 
 
สำนักสื่ออุปกรณ์สอนศีลธรรม หลวงปู่แอ๊ว สุธมฺมปาโล
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ คณะ ๑๗ ถนนมหาราช ท่าพระจันทร์ แขวงพระบรมมหาราชวัง
เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๐๐
Phone: (02) 222-4169 Fax: (02) 222-4190
Web site: www.asstudio.org

E-mail: aewbhu@yahoo.com, aewbhu@hotmail.com

©Copyright 2008-2009. สำนักสื่ออุปกรณ์สอนศีลธรรม. All rights reserved.